Work From Anywhere ปั้นยอด Long Stay ให้โรงแรมกำไรพุ่ง
- mahasajan hotel
- 13 ก.ค.
- ยาว 1 นาที

เทรนด์การทำงานแบบ Work From Anywhere ทำให้พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนจากการเข้าพักระยะสั้นเป็นการพักแบบ Long Stay หรืออยู่ยาวขึ้น โรงแรมจึงต้องปรับตัวเปลี่ยนจากการ "ขายห้องพัก" เป็นการ "ขายการใช้ชีวิต" เพื่อดึงดูดกลุ่ม Digital Nomad
ทำไมกลุ่ม Digital Nomad ถึงเป็นโอกาสใหม่ของธุรกิจโรงแรม?
พนักงานออฟฟิศและฟรีแลนซ์ยุคใหม่ไม่ถูกจำกัดด้วยสถานที่ทำงานอีกต่อไป ทำให้เกิดความต้องการที่พักที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยระยะยาว กลุ่มนี้มีกำลังซื้อสูงและช่วยเติมเต็มอัตราการเข้าพักในช่วง Low Season หรือวันธรรมดาได้เป็นอย่างดี
จากเดิมที่นักท่องเที่ยวมักจะเข้าพักเพียง 1 ถึง 2 คืนในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ ปัจจุบันพฤติกรรมได้เปลี่ยนไปสู่การเข้าพักเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือน กลุ่ม Remote Worker หรือ Digital Nomad ไม่ได้ต้องการเพียงแค่เตียงนอนที่สะดวกสบาย แต่พวกเขาต้องการพื้นที่ที่สามารถใช้ชีวิตและทำงานได้อย่างราบรื่น
การจับกลุ่มเป้าหมายนี้ช่วยให้โรงแรมลดต้นทุนในการทำการตลาดเพื่อหาลูกค้าใหม่ทุกวัน และยังช่วยให้รายได้ของโรงแรมมีความสม่ำเสมอมากขึ้นตลอดทั้งเดือน
โรงแรมควรปรับปรุงพื้นที่อย่างไรให้ตอบโจทย์ Work From Anywhere?
โรงแรมต้องอัปเกรดอินเทอร์เน็ตให้เสถียรที่สุด จัดมุมทำงานที่ถูกหลักสรีรศาสตร์ทั้งในห้องพักและพื้นที่ส่วนกลาง และเพิ่มมุมพักผ่อนที่หลากหลายเพื่อไม่ให้ผู้เข้าพักรู้สึกอึดอัดเมื่อต้องอยู่นาน
การ "อยู่ได้จริง" หมายถึงการใส่ใจในรายละเอียดที่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โรงแรมควรพิจารณาปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกดังต่อไปนี้
สัญญาณ Wi-Fi ต้องมีความเร็วสูง ครอบคลุมทุกพื้นที่ และมีระบบสำรองเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
โต๊ะทำงานและเก้าอี้ในห้องพักต้องได้มาตรฐานสรีรศาสตร์ นั่งทำงานได้นานโดยไม่ปวดเมื่อย
ระบบแสงสว่างในห้องพักที่เพียงพอสำหรับการทำงาน ไม่ใช่เพียงแค่แสงสีสลัวเพื่อการพักผ่อน
มีพื้นที่ส่วนกลาง หรือ Co-working space ที่เงียบสงบ พร้อมปลั๊กไฟที่เพียงพอ
บรรยากาศแวดล้อมที่โปร่งสบาย มีพื้นที่สีเขียว หรือมุมผ่อนคลายสายตาหลังจากการประชุมอันเคร่งเครียด
กลยุทธ์การจัดแพ็กเกจ Long Stay ควรทำอย่างไรให้โรงแรมได้กำไร?
การทำ Long Stay ไม่ใช่แค่การหั่นราคาห้องพักให้ถูกลง แต่คือการจัดแพ็กเกจที่รวมบริการเสริมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้ลูกค้าและรักษากำไรของโรงแรมเอาไว้
หากโรงแรมใช้วิธีลดราคาเพียงอย่างเดียว อาจทำให้เสียโครงสร้างราคาและภาพลักษณ์ของแบรนด์ การออกแบบข้อเสนอสำหรับกลุ่ม Work From Anywhere ควรใช้วิธีนำเสนอบริการที่อำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ตัวอย่างเช่น
แพ็กเกจรายสัปดาห์ รวมบริการทำความสะอาด 2 ครั้ง และส่วนลดค่าอาหาร 20 เปอร์เซ็นต์
แพ็กเกจรายเดือน รวมเครดิตซักรีดเสื้อผ้าฟรี สิทธิ์เข้าใช้ฟิตเนส และเครื่องดื่มฟรีที่คาเฟ่ของโรงแรมวันละ 1 แก้ว
ข้อเสนอพิเศษอัปเกรดห้องพักฟรี หากลูกค้าจองล่วงหน้าและเข้าพักเกิน 14 วัน
การทำแพ็กเกจแบบนี้จะช่วยจูงใจให้ลูกค้าตัดสินใจพักยาวขึ้น โดยที่โรงแรมยังได้รับรายได้จากแผนกอาหารและเครื่องดื่ม หรือบริการอื่น ๆ เพิ่มเติม
วิธีทำการตลาดเพื่อดึงดูดลูกค้ากลุ่ม Work From Anywhere ต้องทำอย่างไร?
ควรเน้นการสื่อสารผ่านภาพถ่ายไลฟ์สไตล์การทำงานจริงในโรงแรม เจาะกลุ่มตามชุมชนออนไลน์ของ Digital Nomad และใช้คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับการทำงานทางไกลบนเว็บไซต์และช่องทางจองต่าง ๆ
การทำการตลาดสำหรับกลุ่มเป้าหมายนี้ต้องสื่อสารให้ตรงจุด ลูกค้ากลุ่มนี้จะมองหา "ประสบการณ์" มากกว่าแค่ "ราคา"
ปรับปรุงเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของโรงแรม เน้นคำว่า "Workation" "Long Stay" และ "Digital Nomad Friendly"
ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่แสดงให้เห็นคนกำลังนั่งทำงานอย่างมีความสุขริมสระว่ายน้ำ หรือจิบกาแฟในล็อบบี้ที่มีแสงธรรมชาติ
สร้างแคมเปญโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายชาวต่างชาติที่ถือวีซ่าพำนักระยะยาว หรือกลุ่มพนักงานออฟฟิศในเมืองหลวงที่ต้องการเปลี่ยนบรรยากาศ
ร่วมมือกับแพลตฟอร์มที่เจาะกลุ่ม Digital Nomad โดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มช่องทางการมองเห็นให้ครอบคลุมทั่วโลก
บทสรุปการปรับตัวสู่เทรนด์การทำงานยุคใหม่
การเปลี่ยนที่พักให้เป็นสถานที่ "อยู่ได้จริง" คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้โรงแรมอยู่รอดและเติบโตในยุคที่พฤติกรรมการทำงานเปลี่ยนไป การลงทุนกับอินเทอร์เน็ตที่เสถียร พื้นที่ทำงานที่ตอบโจทย์ และการสร้างสรรค์แพ็กเกจที่คุ้มค่า จะช่วยเปลี่ยนแขกขาจรให้กลายเป็นลูกค้าประจำที่พักยาวขึ้น
หากโรงแรมของคุณสามารถตอบโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้ รับรองว่ารายได้ของธุรกิจจะเติบโตอย่างยั่งยืนแน่นอน "อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ เริ่มต้นปรับเปลี่ยนพื้นที่ของคุณตั้งแต่วันนี้"
FAQ:
Q: กลุ่ม Digital Nomad มักจะมองหาอะไรเป็นอันดับแรกเมื่อจองที่พัก?
A: ความเสถียรและความเร็วของอินเทอร์เน็ตคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด รองลงมาคือมุมทำงานที่เงียบสงบ เก้าอี้ที่นั่งสบาย และทำเลที่เอื้อต่อการหาอาหารหรือเดินทาง
Q: ระยะเวลาเฉลี่ยของการเข้าพักแบบ Long Stay ในปัจจุบันคือเท่าไหร่?
A: โดยทั่วไปจะเริ่มต้นตั้งแต่ 7 วัน ไปจนถึง 1 เดือน หรืออาจยาวนานถึง 3 ถึง 6 เดือนขึ้นอยู่กับประเภทของวีซ่าและลักษณะงานของผู้เข้าพัก
Q: การขายแพ็กเกจ Long Stay จะทำให้โรงแรมเสียโอกาสขายห้องรายวันในช่วง High Season หรือไม่?
A: ไม่จำเป็นเสมอไป โรงแรมสามารถจำกัดโควตาห้องพักสำหรับ Long Stay ได้ หรือปรับเงื่อนไขราคาให้สูงขึ้นเล็กน้อยในช่วง High Season เพื่อรักษาสมดุลของรายได้ให้เหมาะสม




ความคิดเห็น